menu

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Focus Abroad พาทัวร์ California Lutheran University


รายการ Focus Abroad พาทัวร์ California Lutheran University ตอน1

อากาศยามเช้าที่โรงแรม Renaissance Agoura Hills Hotels สดชื่นเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานพักผ่อนอย่างดีโรงแรมทีเราพักอยู่ห่างจากใจกลางเมืองลอสแองเจอลิสประมาณ 35 ไมล์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ภาระกิจของเราก็คือไปถ่ายรายการ Focus Abroad
ที่ California Lutheran University อยู่ในเมือง Thousand Oaks แถวนี้มีต้นโอ๊คอยู่เยอะ แน่นอน เลยเรียกว่าเมืองแห่ง
ต้นโอ๊ค และที่เมืองนี้เองมีห้องสมุดประชาชนที่ได้รับการจัดอันดับดีมากที่สุดแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย นั่งรถไม่นานมานักจากโรงแรม ดูจากระบบนำทาง GPS แล้ว



คุณสุลักษณา กาญจนะ ผู้ดำเนินรายการ Foucus Abroad 


เส้นทางจากโรงแรมไป California Lutheran University

ห่างจากโรงแรมประมาณ 20 นาที มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959
เมื่อไปถึง คุณนิคม อู่เรือ พิธีกรของเรา ได้เริ่มสัมภาษณ์นักเรียนไทย 4 คน ซึ่งได้เดินทางมาเรียนอยู่ที่นี่ ได้แก่ คุณโค้ก จบจาก ม.สงขลานครรินทร์ หาดใหญ่, คุณ
โจอี้ จบจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, คุณกรรณ์ จบจามหาวิทยาลัยหอาการค้า และ คุณเบลล์ จบจากคณะสถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

น้อง ๆ เล่าให้ฟังว่า อากาศที่เมืองนี้เย็นสบาย มีเพื่อนต่างชาติมาเรียนที่นี่เยอะ เมืองนี้ มีความปลอดภัยสูงมากกว่าหลายท้องที่ จากจุดนี้ถ้าหากจะไปทั่่ว
ดิสนีย์แลนด์ , ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ , ไทยทาวน์ (ย่านคนไทยใน LA) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที แต่ถ้าหากจะเดินทาง ไปเมืองซานดิเอโก้ ทางตอนใต้ของรัฐ

แคลิฟอร์เนียใกล้กับประเทศเม็กซิโก ก็ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง


4 นักเรียนไทยพาทัวร์ สำหรับ คนกลางถือกล้อง คุณประชัย โปรดิวเซอร์รายการ

นั่งคุยกันสักพัก น้องๆ ก็พาคุณนิคมไปเดินดูห้องคอมพิวเตอร์  จากนั้นต่อไปห้องสมุด
ห้องสมุดที่นี่จะมีสัญลักษณ์ เขียว เหลือง แดง เพื่อจำกัด การใช้เสียง จากนั้นก็พาไปเยี่ยมชมบ้านพักซึ่งเดินจากมหาวิทยาลัยเพียง 2 นาทีเท่านั้น
ทีมงานเราทุกคนขึ้นไปตะลุยสำรวจห้องพักว่าเขาอยู่กันอย่างไร ถัดไปอีกห้องเป็นห้องรูมเมทเพื่อนชาวบราซิล
น้องๆ เปิดห้องของเขาเข้าไป
"อ้าวทำไมเขาถึงไม่ล๊อคห้องละ" คุณนิคมถามด้วยความแปลกใจ
"บ้านยังไม่ต้องล๊อคเลยครับเพราะแถวนี้ปลอดภัยมาก" น้องนักเรียนไทยบอกย้ำยืนยันว่าบริเวณนี้ปลอดภัยจริงๆ
จากห้องพัก ก็ไปทานกลางวัน วันนี้เป็นแฮมเบอร์เกอร์อาหารประจำสำหรับนักศึกษาอเมริกันชน ทานกันอิ่มหนำสำราญก็ถ่ายทำรายการต่อ ไปเดินดูโรงยิม อเมริกันชนให้ความสำคัญกับการกีฬาอย่างมาก โรงยิมใหญ่โต แบ่งเป็นห้องบาสเกตบอล
ห้องฟิตเนส และแล้ว Focus Abroad ตะลุยอเมริกาก็บุกเข้าไปในห้องอาบน้ำของนักกีฬา ได้มีการแบ่งเป็นสัดส่วนสำหรับคนพิการด้วย


บรรยากาศห้องสมุด

จาก california Lutheran U
คุณนิคม พิธีกร ถ่ายภาพกับน้องๆ  นักเรียนไทย


หลังจากทัวร์ California Lutheran University เราก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับน้องๆ ขอบคุณที่ได้พาทัวร์มหาวิทยาลัย ทีมงานของเราก็ต้องรีบเดินทางกันต่อไปยัง
เมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือเกือบ 400 ไมล์



รายการ Focus Abroad พาทัวร์ California Lutheran University ตอน2

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Focus Abroad ตะลุย โรงถ่าย Universal ลอสแองเจอลิส, USA




 The Entertainment Capital of L.A.


เราไปเริ่มไปที่ โรงถ่าย Universal Studio ที่นี่เขาเรียกตัวเองว่า เป็น  The Entertainment Capital of L.A. เป็นคอมเพล็กใหญ่ให้
เข้าไปชมได้ทั้งวันจะได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ เมืองแห่งจินตนาการ เมื่อไม่นานมานี้ก็มาเปิดที่เกาะสิงคโปร์ใกล้ ๆ เมืองไทย
พอมาเปิดที่นี่ก็ดึงเงินจากนักท่องเที่ยวไทยไปเยอะ เพราะไม่ต้องบินไปไกลถึง LA  ทีมงาน FocusAbroad ใช้เวลาถ่ายทำเก็บบรรยากาศให้แฟน ๆ เนชั่นแชนแนลได้ชมกัน
สำหรับแฟนบล๊อก็เข้ามา Universal แบบออนไลน์ได้ที่นี่คะ
http://www.universalstudioshollywood.com

ติดตามชมรายการ Focus Abroad ย้อนหลังได้ที่ www. youtube.com/prointered





คิงคองเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เคยถ่ายทำที่นี่



คุณประชัย โปรดิวเซอร์ รายการ Focus Abroad



อาจารย์ปู่ช่างภาพ ถ่ายกลับลูกโลก



คุณนิคม พิธีกร รายการ Focus Abroad

ติดต่อทีมงาน รายการ Focus Abroad
www.prointered.com
www.facebook.com/prointered
www.twitter.com/prointered

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จีนเปิดโลกการศึกษา เรียนแพทย์ที่ประเทศจีนไม่ต้องสอบ โอกาสของนักเรียนไทย


Dalian Mediacal University

วันนี้ขอหยุดตะลุยอเมริกากันแป๊บหนึ่ง ไว้พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยว LA ต่อคะ
อยากจะพาไปดูเรื่องการศึกษาแพทย์ในประเทศจีนกันสักนิด
ถ้าหากถามแฟนบล๊อค ถ้าอยากจะเป็นหมอแล้วจะต้องนึกถึงอะไร คงต้องนึกถึงต้องเป็นคนเรียนเก่ง เรียนดี ขยัน มีความมุ่งมั่น
ในบ้านเราคณะแพทย์ศาสตร์ที่มีการเปิดสอน แล้วเป็นความฝันของนักเรียนไทยที่อยากจะเป็นหมอ
มีหลายแห่งได้แก่ แพทย์จุฬาฯ , ศิริราช, รามา , ธรรมศาสตร์ , เชียงใหม่ , ขอนแก่น , สงขลานครินทร์ ถ้าหากเป็นโรงเรียนแพทย์เอกชน จะมีมหาวิทยาลัยรังสิต
แต่ที่ประเทศจีนเขามีวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าไปเรียนแพทย์ก็คือ ดูผลการเรียนสายวิทย์ เกิน 3.5 และมีความมุ่งมั่นอยากจะเป็นหมอ ไม่ใช่หมอจีน
แผนโบราณนะคะ เรียนหมอเหมือนกับกับในเมืองไทยนี่แหละ แพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ใช่หมอแม๊ะ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน ทั้งหมดได้รับการรับรองจากแพทยสภาของประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยไปเรียนที่นั่น และอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกคือค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่รวมทุกอย่างแล้วประมาณ 3 แสนบาท


บรรยากาศ เรียนต่อแพทย์ที่ประเทศจีนกับ ProInterEd


อยากจะเล่าประสบการณ์ที่การเรียนแพทย์เปิดประตูกว้างขึ้นสำหรับนักเรียนไทยที่มีความมุ่งมั่นอยากจะเป็นแพทย์และอยากร่ำเรียนในต่างเดือน
เมื่อวันอังคารที่ 30 พ.ย. ในงาน "เรียนต่อแพทย์ประเทศจีนกับ ProInterEd" ที่สยามพารากอน ได้มีคณะแพทย์ศาสตร์ จากประเทศจีน
ได้แก่ มหาวิทยาลัย เจ้อเจียง, หัวจง , ต้าเหลียน ได้มาสัมภาษณ์ตรงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สนใจจะไปศึกษาแพทย์
สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ วันนั้นนักเรียนประมาณ 70 คน มาจากทุกภาคของประเทศ เพียงแค่นำทรานสคริปส์มา และสัมภาษณ์กับทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
เจ้าหน้าจะพิจารณาจากผลการเรียนในอดีตในแต่ละวิชาสอบถาม เอา 3.5 ขึ้นไป วิชาแยก ห้าวิชา ฟิสิกส์ อังกฤษ เคมี ขีวะ อังกฤษ คณิต เข้า ม.หัวจงกับ ม.เจอเจียง
ถ้าหากได้เกรดน้อยกว่านั้น ต้าเหลียน กับ เหอเป่ย และพิจารณาเป็นรายบุคคล
คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง มาคอยสอบถาม กับเจ้าหน้าที่่ เพราะไม่เคยเห็นว่ามีรูปแบบการสมัครเข้าเรียนแพทย์แบบนี้ และสอบถามกับเจ้าหน้าที่ว่า
มหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหนของประเทศจีนเดินทางอยากหรือไม่
คุณแม่ของนักเรียนคนหนึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เธอจบการศึกษาระดับ ด๊อกเตอร์มาจากมหาวิทยาลัย MIT
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทางด้านของวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ยังทึ่งในการเปิดรับนักศึกษาไทยไปเรียนแพทย์ที่ประเทศจีน
สุดท้ายเธอบอกว่า จะส่งลูกสองคนไปเรียนที่ประเทศจีน





อีกมุมของงาน


สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกก็คือว่า การสร้างทุนมนุษย์ของประเทศจีน ได้เปิดโอกาสกว้างให้กับผู้ที่สนใจอยากจะเป็นหมอ
ผิดกับเมืองไทยซึ่งแข่งขันกันอย่างมาก และถ้าหากนักเรียนที่พลาดหวังไม่ใช่ว่านักเรียนเขาไม่เก่งเพียงแต่ที่นั่งในการเรียนแพทย์ในเมืองไทยจำกัด
ถ้าหากไปเรียนแพทย์กับมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองไทยค่าเล่าเรียนเฉลี่ยนประมาณปีละ 1 ล้านบาท

ในงานวันนั้นมีนักเรียนที่มหาวิทยาลัยตอบรับจำนวน 25 คน แต่จะไปเรียนหลังจากที่ทราบผลการศึกษาแพทย์ในประเทศไทยแล้ว

ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยที่ไปเรียนแพทย์ที่ประเทศจีนจากที่ทีมงาน ProInterEd ได้ประสานงานและศึกษาอยู่ตอนนี้จำนวน 10 คน

สำหรับ คณะแพทย์ ที่เปิดรับนักศึกษาไทยอยู่ในขณะนี้ ได้แก่

- China Medical University
- Dalian Medical University
- Huazhong University of Science and Technology
- Qingdao University
- Southeast University
- Zhejiang University, School of Medicine

อย่างไรก็ตามอย่าได้ดูถูกว่าเข้าง่าย แต่ขอบอกว่าเรียนยากนะคะ และยากกว่าเรียนในเมืองไทยเยอะมาก และ นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาแพทย์ในต่างประเทศสำหรับนักเรียนไทย


ดาวน์โหลด คู่มือศึกษาต่อแพทย์ที่ประเทศจีน

คลิ๊กชมภาพ ชีวิตนักเรียนแพทย์ไทยในประเทศจีน

ติดตามรายการ Focus Abroad ย้อนหลัง www.youtube.com/prointered

ติดต่อทีมงาน Focus Abroad
www.prointered.com
www.facebook.com/prointered
www.twitter.com/prointered

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รายการ Focus Abroad ทางเนชั่นแชนแนล แจกหนังสือคู่มือศึกษาต่อต่างประเทศ ฟรี



คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผุ้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


หลังจากที่ไปตะลุยอเมริกากันหนึ่งตอนแล้ว อยากจะให้แฟน ๆ ได้มีหนังสือเกี่ยวการศึกษาต่อต่าประเทศ
ติดไว้อ่านหลังจากชมรายการทางทีวี และ รายการย้อนหลังผ่านทาง Youtube (www.youtube.com/prointered) ก็เลยขอนำมาแจกหน่อยคะ

หนังสือ คู่มือศึกษาต่อต่างประเทศ Pro InterEd เป็นหนังสือที่แจกฟรีสำหรับผู้สนใจที่ต้องการข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แคนาดา และประเทศจีน รายละเอียดประกอบไปด้วย
ข้อมูลของแต่ละประเทศ , ระบบการศึกษา , การเตรียมตัวก่อนไปศึกษา  มีความหน้า 236 หน้า
สำหรับผู้อ่านบล๊อคที่สนใจต้องการจะได้ไปศึกษา ทาง ทีมงาน Focus Abroad แจกฟรีส่งถึงบ้านทั่วทุกมุมของประเทศ

หลังจากที่ได้รับหนังสือแล้วก็เพียงแจ้งให้เราทราบ ผ่าน Email , Facebook , Twitter เท่านั้นคะ
เราเชื่อว่าความตั้งใจในการผลิตหนังสือคู่มือศึกษาต่อต่างประเทศจะเป็นข้อมูลก่อนที่จะได้ไปศึกษาใน

คลิ๊กเพื่อขอรับหนังสือได้ที่นี่คะ www.prointered.com




คุณหนุ่ย พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์ รายการแบไต๋ไฮเทค ทางเนชั่นแชนแนล




ทีมงาน Focus Abroad
www.prointered.com
www.facebook.com/prointered
www.twitter.com/prointered

Focus Abroad ตะลุยอเมริกา ตอน University of La Verne


สถาบัน ELS ภายในมหาวิทยาลัย

Focus Abroad ตะลุยอเมริกาของเริ่มต้นไปที่ University Of La Verne
ขอให้แฟน ๆ บล๊อกได้เข้าไป Google Earth หรือ Google Map แล้วพิมพ์ต้นทางจาก
Los Angeles Internation Airport สำหรับปลายทางให้พิมพ์ University of La Verne (ออกเสียงภาษาไทยว่า
ลา-เวิน) หลังจากที่ใส่ข้อความไปแล้ว ระยะทางคือ 46.6 ไมล์ ใช้เวลาเดินทาง 55 นาที
คลิ๊กลิงค์ Google Map










ทีมงาน Focus Abroad ใช้เวลาไม่นานมากนักก็ไปถึงมหาวิทยาลัย ในตอนเช้า
เมื่อไปถึงคุณนิคม อู่เรือ พิธีกรที่เตรียมพาตะลุยก็เริ่มเดินกล้องทันที ที่นั่น คุณศิริชัย ทิพย์สมบูรณ์ นักเรียนไทยซึ่งไปเรียนภาษาอังกฤษกับสถาบัน
ELS ซึ่งตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยได้มารอเป็นไกด์พาทัวร์สถาบันอยู่แล้ว อากาศค่อนข้างที่จะเย็น ถ้าหากเป็นทางเหนือของสหรัฐฯต้องสั่นแน่ๆ
"ทำไมถึงเลือกมาเรียนต่างประเทศครับ" คุณนิคมเริ่มทำและกล้องก็เริ่มบันทึกภาพ
"ผมอยากเรียนต่อด้านกฏหมายระหว่างประเทศแต่ก็ต้องมาเรียนภาษาเพิ่มเติมก่อน เรียนมาได้สามเดือนแล้ว หลักสูตรทั้งหมดที่ต้องเรียนคือหกเดือน" นักเรียนไทยใน La verne บอกถึงเป้าหมายที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลนับพันไมล์คนละซีกโลกกับบ้านเกิด




บรรยากาศในห้องเรียนภาษาอังกฤษ



ห้องสมุด


University of La verne (http://www.laverne.edu) ที่นี่นักศึกษาจะมาจากหลากหลายประเทศ แต่ที่มาเรียนภาษาอังกฤษกับ ELS ก็จะมี ไต้หวัน จีน ซาอุดิอาระเบีย ภาษาอังกฤษที่ผมเรียก็จะเริ่มตั่้งแต่แปดโมงเช้าถึงบ่าย

สามโมง ทีมงานเราเริ่มไปดูห้องเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งกำลังเรียนเรื่อง verbe จากนั้นก็ลัดเลาะไปดูการเรียน MBA
สำหรับเรื่องอาหาร ภายในสถาบันมีโรงอาหารแห่งเดียว นักศึกษาซื้อทานในแต่ละมื้อจะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ทานได้ไม่้อั้น ด้านนอกของมหาวิทยาลัยก็จะมีอาหารญี่ปุ่น เกาหลี
เดินกันพอเหนื่อย เราก็มีนัดไปสัมภาษณ์นักเรียนไทยอีกสามท่านที่มาเรียน MBA ที่นี่
"สวัสดีครับ" คุณนิคมทักทายกับน้องๆ ที่มารออยู่ก่อนแล้ว
"สวัสดีครับ สวัสดีคะ" เสียงทักทายแบบไทยๆ ทำให้ทีมงานเรารู้สึกอบอุ่นในดินแดนสหรัฐฯ หรือไม่ว่าที่ไหนในโลก
"แนะนำตัวกันหน่อยครับ" พิธีกรตะลุยอเมริกา บอกน้องๆ
นักเรียนไทยสามคนที่มาร่วมให้สัมภาษณ์ได้แก่ คุณสุชัย ธรรมสุชน(ต๋อม) , สรภพ ตันสวัสดิ์ (อาร์ม) และ อรพรรณ บุกุร(ออย)
ทั้งสามบอกว่ามาเรียนที่นี่มีกิจกรรมให้กับนักเรียนต่างชาตเยอะเพื่อให้นักศึกษาได้ปรับเข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน
ทักทายกันสักพัก ทีมงานเราก็ต้องตะลุยกันต่อ น้องศิริชัย พาเดินไปห้องสมุดมีอยู่หลายชั้น จากนั้นก็ไปศูนย์ออกกำลังกาย ได้แบ่งเป็นห้องฟิตเนสกับโรงยิม
พร้อมกับมีเฉพาะส่วนให้กับนักเรียนที่มาศึกษาภาษาอังกฤษ





ในทริปการมาตะลุยที่นี่เรามีนัดสัมภาษณ์กับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยซึ่งสามารติดตามชมได้ทาง youtube
แต่ที่ทีมงานเราขอถอดเทปของ คุณ Sandra Adam ผู้อำนวยการศูนย์ภาษาอังกฤษ ELS
ซึ่งถ้าฟังเป็นภาษาอังกฤษจะเพราะมากเหมือนกับเขาพูดเป็นกลอน
" เราอยู่ที่นี่เพื่อให้คุณบรรลุความฝัน นักศึกษาของเรที่มาเพราะเข้ามีเป้าหมายทางวิชาการและด้านวิชาชีพ
พวกเขาต้องการที่จะพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษเพื่อที่จะเข้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา
และเพื่อที่จะได้งานที่ดีเมื่อกลับไปยังประเทศไทย และโปรแกรม ELS ของเราจะช่วยคุณให้ทำอย่างนั้นได้ถ้ามาเรียนที่
LA Verne คุณจะรักที่นี่ "



อาจารย์ปู่ช่างภาพหมดแรง

ใช้เวลาถ่ายทำพอสมควร เราก็ต้องรีบเดินทางกลับไปยัง LA เพื่อเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ
คุณนิคมได้ฝากให้น้องศิริชัยทิ้งท้ายรายการว่า "มาเรียนที่ต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้
มาแล้วก็ได้ประสบการณ์ได้พัฒนาภาษา เป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิตมากขึ้นครับ

สำหรับทีมงานของเราก็เริ่มหมดแรงนี่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก เราจะกลับเข้าไปใน LA หาอาหารไทยทานกันหน่อย
หิวอย่างนี้คิดถึงอาหารไทยเหลือเกินคะ









ทีมงาน Focus Abroad
www.prointered.com
www.facebook.com
www.twitter.com/prointered

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Focus Abroad ตอน อาจารย์ กบ พิธีกรรายการอยู่สบาย จบ ป.โทจากอเมริกา 3 ใบ อังกฤษ 1ใบ






Focus Abroad อ.กบ อยู่สบาย

แฟน ๆ บล๊อกของ โอเคเนชั่น ได้ชมรายการอยู่สบาย ทางเนชั่นแชนแนล
อ.กบ หรือชื่อเต็ม ๆ คือ อ.กฤษณพงศ์ เกียรติศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการอยู่ นอกจากนี้ยังมีรายการวิทยุ บรรณาธิการนิตยสาร Wallpaper, อาจารย์มหาวิทยาลัย,สถาปนิค เห็นผลงานเยอะอย่างนี้ เป็นเพราะความเก่ง จบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากนั้นไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ในระดับปริญญาโทถึง 4 ใบ ได้แก่
ป.โทด้านสถาปัตย์จาก University of California, Los Angeles
ป.โทด้านสถาปัตย์จาก University of California, Berkeley
MBA จาก University of California, Berkeley
ป.โท จาก Royal College of Art ประเทศอังกฤษ


คุณสุลักษณา กาญจนะ (คุณอุ๊) และ คุณมาลินี ฉงสกุล (คุณอุ๋ย) สองพิธิกร ผู้ดำเนินรายการ Focus Abroad ต้องมาถามเจาะลึกกันนิดถึงพิธกรด้านสถาปัตย์ ทำไมถึงเรียนเยอะขนาดพร้อมกับ แนะนำน้องๆ ที่สนใจจะไปศึกษาต่อต่างประเทศ
คำถามแรกเริ่มกันเลย "ทำไมอาจารย์กบถึงเรียนเยอะขนาดนี้"คะ

"ที่ผมเรียนเยอะเพราะได้ทุนเรียนฟรี นโยบายของผมคือเสียตังค์ไม่เรียน ยิ่งเรียนก็รู้ว่าตัวเองยิ่งไม่รู้อะไรเยอะ สำหรับผมแล้วการเรียนปริญญาโทก็ไม่เรียนเริ่มต้นจากศูนย์เพราะเรียนจากระดับปริญญาตรีไปแล้ว
การไปเรียนต่อต่างประเทศต้องถามว่าตัวเราเองชอบที่จะอยู่เมืองไหนด้วย เช่นถ้าหากเป็นประเทศสหรัฐฯ ซึ่งทางฝั่งตะวันออกนิวยอร์คกับฝั่งแอลเอ และซานฟรานซิสโก เป็นเป็นคนละบรรยากาศ ตอนแรกผมจะไปเรียนที่นิวยอร์ค แต่ว่าเพื่อนไปเรียนที่นั่นเยอะมากก็เลยย้ายไปเรียนที่ฝั่งแอลเอ
การพูดภาษาอังกฤษครั้งแรกของผมเลย ก็คือตอนขึ้นเครื่องบิน แต่ในปัจจุบันโชคดีเพราะมีหลักสูตรอินเตอร์ เมื่อไปเรียนใหม่ ๆ ภาษาอังกฤษเป็นปัญหาอย่างมากเพราะผมเรียนทางด้านสถาปัตย์ ต้องอธิบายความคิดออกมาให้ได้ ผมต้องขยันเยอะมาก ถึงอย่างไรก็ตามถ้าหากใครอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นถ้าเก่งน้อยก็จะเป็นเก่งเยอะขึ้น
ผมนึกถึงวันเดินทางไปแรก ๆ ก็อยากจะร้องไห้ มาคิดดูอีกที ก็ไม่ได้มีใครผลักใสไล่ส่งให้มา เราอยากมาเอง พ่อแม่ก็ไม่อยากให้มาเรียนเพราะไม่อยากให้ไปใช้ชีวิตลำบาก จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดมาก เพียงแต่เราต้องทำงานให้มากกว่าฝรั่งพูดเยอะ ๆ ในวิชาสัมมนา แสดงบทบาทในชั้นเรียน พวกนักเรียนอเมริกันก็ไม่ได้เตรียมตัวเยอะเพราะว่าเป็นภาษาของเรา เขาคิดอะไรเขาก็พูดออกไป เราซะอีกถ้าเราไม่อ่านหนังสือและไม่เตรียมตัวก็ไม่รู้จะไปพูดแสดงความคิดเห็นหน้าชั้นได้อย่างไร


การเรียนในต่างประเทศแตกต่างกับการเรียนในเมืองไทยอย่างไรบ้าง พิธีกรเอ่ยถาม

“ผมตอบได้เลยว่าการเรียนในเมืองไทยนั้นยากกว่ามาก แต่ในต่างประเทศค่อนข้างเปิดในการแสดงความคิดเห็นเพราะเขาค่อนข้างยอมรับความอาวุโสน้อยกว่าในเมืองไทย แต่ถ้าในเมืองไทยอยากจะแสดงความคิดเห็นแล้วต้องมีจิตวิทยาในการนำเสนอ "





แล้วสมัยนั้นมหาวิทยาลัยที่อาจารย์ไปเรียนมีคนไทยเยอะหรือเปล่าคะ พิธีกรถามต่อ
“อ้าวคนไทยน่าเกลียดตรงไหน “ฟังอาจารย์กบแล้วเหมือนกวน ๆ แต่ก็เป็นคำตอบที่ฟังดูแล้วขำ ๆ ดี

“ก็อยู่ที่ตัวเราครับใน สำหรับภาควิชาที่ผมเรียนก็มีคนไทยอยู่คนเดียว แต่ถ้าเป็นต่างคณะและต่างมหาวิทยาลัยก็พอมีบ้างครับ
และถ้าถามผมว่าทำไมต้องไปเรียนต่างประเทศ ทั้งที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศมาเปิดในเมืองไทยก็มี ที่เราไปเรียนเมืองนอกเพราะเราต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิต อยู่บ้านเราก็เป็นลูกแหง่ เรามีความรับผิดชอบกับตัวเองขึ้นมาในการเข้าสังคม บางครั้งเราอยู่ในสังคมที่มีแต่คนดีก็ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นหรือว่าดีขึ้น ก็ต้องเรียนรู้เรื่องทั้งดีและร้ายซึ่งก็ต้องแยกแยะให้ออก


“แล้วปัญหาในการเรียนและอุปสรรคเป็นอย่างไรบ้างคะ” คุณอุ๊ถามต่อ
“ปัญหาของผมมีอย่างเดียวก็คือภาษาอังกฤษ พอผมอยู่ไปสักหนึ่งปีทีนี้ไม่ฝันเป็น Subtitle แล้ว ฝันเป็น Soundtrack เลย ภาษาของเขากับเราไม่เหมือนกันเพราะไวยากรณ์ต่างกัน สิ่งที่ผมพยายามจะปรับตัวให้เข้ากับภาษาอังกฤษตอนนั้นก็คือการดูรายการข่าวทีวีให้เยอะ เพราะเป็นภาษาที่เขาใช้กัน "







“แล้วเราพยายามให้เท่าเทียมด้านความรู้และการศึกษากับชาวต่างชาติอย่างไรคะ “ คุณอุ๋ย มาลินี ฉงสกุล ถามต่อ
“ผมคิดว่าคนไทยถ้าตัวต่อตัวเก่งกว่าฝรั่งอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องปรับ เราต้องไม่รอโอกาส เมื่อเวลาตอนอยู่ที่โน่นทถ้าผมว่างก็จะไปเดินพิพิธภัณฑ์ นี่เป็นนิสัยที่ผมมีตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้วในช่วงปิดเทอม ผมก็จะขอจดหมายจากอาจารย์ไปในสถานที่ผมสนใจ ซึ่งผมจะใช้เวลาในช่วงนี้ให้ได้ความรู้มากที่สุดถ้าหากผมไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้วก็คงไม่มีโอกาส ผมเป็นพวกหิวข้อมูลอยู่ตลอดเวลา อีกส่วนหนึ่งผมทำในสิ่งที่ผมรัก ชอบเรียนแบบนี้ ซึ่งก็ไม่มีใครมาบังคับ และผมก็ต้องทำให้ได้ จริงๆ แล้วก็มีจุดเปลี่ยนแปลงที่ผมต้องตัดสินใจ ตอนที่ผมเรียนมัธยมผมสอบชิงทุน ก.พ. ซึ่งเป็นทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนด้านรัฐศาสตร์ในต่างประเทศ แต่ขณะที่ผมได้รับทุนนั้นผมก็อยากจะเรียนสถาปัตย์ ในที่สุดได้สละทุนการศึกษานั้น ผมก็เลือกเรียนสถาปัตย์ ถ้าหากตอนนั้นผมไปเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ผมก็คงไม่รุ่ง เพราะนิสัยของผมเลียคนไม่ค่อยเป็น

“แล้วจุดสำคัญอะไรคะที่จะทำให้ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนเมืองไทยและต่างประเทศ” คุณสุลักษณา ถามต่อ

“เราต้องทำในสิ่งที่ตัวเองรักครับ ทุกวันนี้ผมยังอยากตื่นขึ้นมาเรียนหนังสืออยู่เลยครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้แก่แล้ว ก็เลยเปลี่ยนมาทำงาน ทุกวันนี้ผมไม่อยากให้มีวันเสาร์วันอาทิตย์เลย เพราะเราทำงานก็เหมือนเราไปไปเล่นในสิ่งที่เราชอบ ตอนที่ผมเป็นเด็กก็สร้างบ้านในสนามหญ้า ปัจจุบันนี้ก็ไปสร้างบ้านในที่ของคนอื่น บทบาทและเวลาก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้อยากให้สิ่งที่เราคิดอยู่ในหัวเปลี่ยนมาเป็นผลงาน” อาจารย์กบตอบอย่างมั่นใจ

“แล้วรูปแบบการเรียนในอังกฤษและสหรัฐฯ ต่างกันมากน้อยแค่ไหนคะ” คุณอุ๊ อดีตนิสิต ปริญญาเอก ถามต่อ
“ระบบการศึกษาอเมริกันเน้นเรื่องเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ผมไปเรียนที่อังกฤษ คือที่ Royal College of Art
สำหรับประเทศอังกฤษนั้นผมว่าเขาจะเน้นทางรากฐานของความคิดปรัชญาที่มาที่ไปของความคิด ด้านการออกแบบ
ขอแนะนำว่าถ้าหากเราเลือกสถาบันที่ไม่เหมาะสมกับเราก็จะไปโทษสถาบันก็ไม่ได้เพราะว่าเราเป็นคนเลือกเอง
ถ้าเราไปเลือกโรงเรียนที่เป็นแบบอนุรักษ์นิยม ต้องศึกษาและปรึกษากับผู้รู้หรือรุ่นพี่ให้ดี เราจะต้องเลือกเรียนกับอาจารย์ที่เราชอบ ถ้าอาจารย์เขาไม่ชอบสอนเรื่องไหน เขาก็จะไม่สอน

“ทำไมอเมริกาถึงให้ทุนกับอาจารย์ซึ่งเป็นไทยให้ไปเรียนที่อังกฤษคะ” พิธีกรถามต่อ
“ตอนไปเรียนที่สหรัฐฯ ผมก็ได้ทุนไป เมื่อผมกลับมาที่เมืองไทยผมก็ต้องกลับมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาศิลปศาสตร์ ม.กรุงเทพ
อาจารย์ของผมที่มหาวิทยาลัย UCLA ให้ทุนการศึกษากับผมและเพื่อน ๆ ก็ยอมรับ เขาบอกว่าผมได้ความรู้จะกลับมาเมืองไทยแล้วมาทำอะไร เพื่อนๆ ในห้องเรียนผมก็ยอมรับว่าถ้าได้จบไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรก่อน

“แล้วฝรั่งเพื่อนนักเรียนและเพื่อนร่วมงานยอมรับคนไทยมากน้อยแค่ไหนคะ”
“เรื่องนี้ก็อยู่ที่ตัวเราเองครับ ฝรั่งเขาคิดว่าประเทศไทยแลนด์เราเป็นไต้หวัน ความคิดของเขาบางคร้งก็คิดว่าประเทศเรายังขี่ช้างขี่ควายอยู่ เราทำงานให้เขาได้ อย่าอ้ำอึ้ง ต้องฉะฉาน ชัดเจน เมื่อเราด้อยกว่าเขาบางเรื่อง เราต้องพยายามกว่าเขา 200-300 เท่า แต่ฝรั่งเขาก็ใจกว้าง แม้ว่าจะทะเลาะและดูถูกเรา อย่างไรแล้วถ้าเขาเห็นความสามารถของเราก็จบนะ เขาก็ให้โอกาสไม่ใช่ว่ามีความเห็นด้านใดด้านหนึ่งแล้วจะตายตัวไปเลย

“ฝากข้อคิดถึงท่านผู้ขมทางบ้านก่อนที่จะไปศึกษาต่างประเทศคะ ”
“ต้องถามตัวเองว่าชอบอะไร ศึกษาหลักสูตรอะไรตามแนวที่ตัวเองชอบ และสถานที่ตั้งของสถาบันว่าอยู่ไกลมากน้อยต้องขับรถหรือเปล่าไกลแค่ไหน บางเมืองมีแต่ทุ่งข้าวโพดเราอยุ่ได้หรือไม่ ศึกษาให้ครบ เมื่อไปถึงก็ทำให้เต็มที่ขยันให้มากกว่าฝรั่ง 200-300 เท่าแค่นั้นเองครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Focus Abroad ตะลุยอเมริกา ป้าย HollyWood ที่ LA


พี่อุ๊ สุลักษณา  กาญจนะ พิธีกร Focus Abroad


นั่งเครื่องบินการบินไทยจากสุวรรณภูมิไปถึงสนามบินลอสแองเจอลิส หรือ LA ที่เรารู้จักกันกว่า 18 ชั่วโมง ทีมงานของรายการ Focus Abroad ตะลุยอเมริกา 4 คน คุณปรุะชัย จิตรปัญญา โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารจากสถานทีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนล คุณสุลักษณา กาญจนะ (พี่อุ๊) และ คุณนิคม อู่เรือ พิธีกรที่จะมาเจาะลึกชีวิตนักเรียนและการศึกษาในประเทศสหรัฐ และ คนสุดท้าย อาจารย์ปู่ ช่างภาพ เวลาที่นานขนาดนั้น นั่งๆ นอน ๆ ตื่นๆ แล้วก็กิน กินแล้วก็นอนก็ยังไม่ถึงสักที
ดูหนังหมดไปไม่รู้กี่เรื่อง พอมาถึงก็เล่นเอาหมดแรงไปตาม ๆ กัน มาถึงก็เข้าโรงแรมที่ทางสถาบัน ELS ที่ได้เชิญทีมงานมาในครั้งนี้จัดไว้ให้



คุณประชัย และ อ.ปู่ ช่างภาพ

ใครที่มา LA ก็จะต้องมาถ่ายกับป้าย Hollywood เมืองแห่งโลกมายาภาพยนตร์ ฮอลลี่วู้ด เป็นย่านหนึ่งในลอสแองเจอลิสที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้มา
เร่ิมต้นที่นี่เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 คณะของเราก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เมื่อมาถึงก็ต้องไปขอถ่ายกับป้ายบน Hollywood บนเขา
เจ้าหน้าที่ ELS พาคณะของเราขึ้นรถฟรีเวย์ถนนที่กว้างใหญ่เป็น 10 เลนส์ แต่เห็นกว้าง ๆ อย่างนี้ช่วงเวลาเร่งด่วนก็ติดขัดไม่แพ้กรุงเทพบ้านเรา
บางทีอาจจะหนักซะกว่า


คุณนิคม อู่เรือ พิธีกรร่วม

เรามาถึง Hollywood แล้วหรือ ไม่เห็นดาราสักคน เห็นแต่ป้าย นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็ถ่ายรูปกับป้ายอยู่  ห่างลิบ ๆ บนเขา
ด้านหน้าที่เราถ่ายรูปกันนั้นมองลงไปเป็นเหมือนกับทะเลสาบเล็กๆ สีของน้ำฟ้าสดใสยิ่งกว่าท้องฟ้า
คุณนิคม พิธีกรของเราถ่ายภาพเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ รวมถึงคุณประชัย และ อาจารย์ปู่ ถ่ายรูปกันสักพักแล้วก็เดินทางตะลุย
ในลองแองเจอลิสกันต่อไป



ทิวทัศน์ทะเลสาบ