menu

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนโทกฎหมายกับมหาวิทยาลัยใน Top 50 ของ USA, Case Western Reserve University

วันนี้เรายังอยู่กันที่ Ohio ค่ะ จะพาชม Case Western Reserve University ค่ะ มหาวิทยาลัยเอกชนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเมืองคลีฟแลนด์


มหาวิทยาลัยนี้ชื่อเสียงทาง School of Law (ด้านกฎหมาย)ซึ่งเด็กไทยนิยมมาเรียนกันมากค่ะ น้องๆ ที่จบป.ตรี จากเมืองไทยสามารถมาเรียนต่อ Master of Law หรือ LLM ได้เลยค่ะ


น้องๆนักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ที่นี่ จะพาเราไปเดินชมสถานที่น่าสนใจ และบอกเล่าถึงความประทับที่เลือกมาเรียนที่สถาบันแห่งนี้ค่ะ จะสวยงามและน่าติดตามขนาดไหนเราตามไปดูกันเลยค๊าคู้ณ....


นายวิรุฬห์ สนิศทรามาศ – นนท์
จบป.ตรี Law มาจาก Assumption University และจบ LLM จาก Case Western Reserve University ตอนนี้ได้กลับมาฝึกงานกับศาลอุทธรณ์ของรัฐ Ohio


นาย อรรถสิทธิ์ อิงควรานุวัฒน์ - อ๊อด จบป.ตรี จากม.กรุงเทพ และป.โท ม.ธุรกิจบัณฑิต และมาเรียนต่อที่นี่อีกใบ


นางสาว ปริชญา ศรีสมัย – ปอ จบป.ตรี จากธรรมศาสตร์ และป.โท จากม.ธุรกิจบัณฑิต และมาเรียนต่อที่นี่อีกใบนึงเหมือนกัน



บรรยากาศในห้องเรียน การเรียนที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่น คืออาจารย์จะใช้วิธีการ Call On เน้นให้เรามีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากที่สุดค่ะ เป็นการฝึกทักษะที่ดีเยี่ยมแต่ไม่ทำให้นักศึกษาอย่างเรารู้สึกกดดันค่ะ


มีห้องสมุดเฉพาะคณะกฎหมายด้วย




บรรยากาศในห้องสมุด


Mr.John Olaf Olsen, Center Director of ELS Language Centers

Mr.John บอกกับเราว่า ELS ตั้งอยู่ในสถาบันที่ดีที่สุด ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแห่งวัฒนธรรมคลีฟแลนด์ เราอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ สวนพฤกษชาติ พิพิภัณฑ์ยานยนต์ และยังเป็นบ้านของวงคลีฟแลนด์ออเคสตร้า ซึ่งเป็นหนึ่งในวงออเคสตร้าที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในวิทยาเขตนี้ ELS มีนักเรียนประมาณ 50-60 คน ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคลีฟแลนด์สเตทด้วย เรามีทีมกีฬาอาชีพมากมายในคลีฟแลนด์ ดังนั้นนักเรียนของเราชอบไปดูทีมบาสเก็ตบอลอาชีพของคลีฟแลนด์ ทีมคลีฟแลนด์อินเดียนเล่นเบสบอล เราพานักเรียนไปเล่นฮ็อกกี้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักเรียน ไปเที่ยวน้ำตกในแองการ่าแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตื่นตาตื่นใจมากที่สุดในโลก ไปสวนสนุกซีต้าพ้อยท์ซึ่งเป็นหนึ่งในสวนสนุกที่ดีที่สุดในโลก มีรถไฟออกหลายแบบอยู่ตรงทะเลสาป


Ms.Adria J. Sankovic, Assistant Director, Case Western Reserve University School of Law


Ms.Adria และ พี่อุ๊(พิธีการรายการ Focus Abroad)

Ms.Adria บอกกับเราว่า หลักสูตรปริญญาโทด้านกฎหมาย มี 3 โปรแกรม มีโปรแกรมกฎหมายทั่วไปสำหรับในสหรัฐและทั่วโลก
เรามี 2 โปรแกรมใหม่ 1.กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ 2.กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น นักศึกษาสามารถได้รับปริญญาโท 2 ใบ นักศึกษาต้องจบปริญญาตรีด้านกฎหมายหรือจบด้านรัฐศาสตร์ อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับกฎหมาย เรามีนักศึกษาปริญญาโทประมาณ 200 คนจากเมืองไทย เรามีผู้พิพากษาจากเมืองไทย เด็กไทยที่เรียนจบไปก็ยังติดต่อกันอยู่ ส่งการ์ดแต่งงานมา ส่งรูปลูกหลานมาให้ดู

เรามาดูศูนย์ภาษา ELS กันบ้างดีกว่าค่ะ


Computer room ภายในศูนย์ภาษา ELS




น้องเล่าว่าการเรียนภาษาที่ ELS จะต้องผ่านตามเกณฑ์ของ ELS ซึ่งจะมีทั้งหมด 12 เลเวล หลังจากนั้นเราจะต้องเข้ามาเรียนที่ Law School เพื่อมาเรียน Summer Law คือ ภาษาอังกฤษทางด้านกฎหมาย ศัพท์พื้นฐานทางกฎหมายทั้งหมดโดยเฉพาะอีก 1 เดือน หลังจากนั้นถึงจะเข้าเรียน LLM แบบเต็มรูปแบบของ Case Western Reserve University ได้

สุดท้ายนี้ฝากบอกน้องๆที่สนใจจะมาเรียนที่นี่ เขาให้ทุนสำหรับนักศึกษาที่จบป.โท มาแล้วจากทุกสถาบัน น้องสามารถยื่นวุฒิการศึกษาป.โท เพื่อขอรับทุนที่นี่ 10,000 เหรียญ


มาดูอาคารสถานที่รอบๆเมืองนี้กันค่ะ เราโชคดีมากๆๆเลยที่เจอเข้าจรวดนาซ่าพอดี ขนาดใหญ่น่าดูเลย


สนามแข่งเบสบอล กีฬายอดนิยมของที่นี่ค่ะ

Focus Abroad: Case Western Reserve University






ติดตามชมรายการย้อนหลังได้ที่ www.mangotv.tv และ www.youtube.com/prointered



วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนต่อที่เมืองโคลัมบัส เมืองหลวงของรัฐโอไฮโอ USA

ทีมงาน Focus Abroad ได้เดินทางมาถึงเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ วันนี้จะพามาเยี่ยมชม Ohio Dominican University กันค่ะ


Ohio Dominican University เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน มีนักศึกษาประมาณ 3,000 คน ตั้งในอยู่ในเมืองโคลัมบัส (มีขนาดใหญ่เป็นอับดับที่ 15 ของ USA) เชื่อไหมว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีนักศึกษาไทยมาเรียนเลยค่ะ




บรรยากาศภายในห้องเรียน



ชั้นเรียนของวิชา Biology หรือวิชาชีวะวิทยา ปกติแล้วที่นี่เข้าจะห้ามเราไปรบกวนเวลาเรียนของเค้าค่ะ ค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้เลย แต่ Focus Abroad ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ



หลังจากไปแฝงตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่ Biology Lab มาก็พาน้องๆมาดูตึกที่ดู เก่แก่แต่สวยงามกันต่อเลย ตึกนี้มีชื่อว่า Erskine Hall เป็นตึกที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ที่นี่เค้ารักษาไว้ ภายในใช้เป็น ห้องอธิการบดี ห้องอาจารย์คณะต่างๆ สถานที่รับสมัคร และห้องเรียนในบางส่วน มองดูแว็บๆคล้ายทำเนียบรัฐบาลเหมือนกันเนาะ



เดินไปเดินเริ่มจะหิวแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้องเนาะ พี่อุ๊ก็เลยพาเราเดินไปโรงอาหารของมหาวิทยาลัยค่ะมีชื่อว่า Hamilton Dining Room แต่เป็นที่น่าเสียดาย (หิวจนตาลายแล้วมากกว่า)ที่เค้าไม่อนุญาตให้เรารับประทานได้ สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะนักศึกษาค่ะ แต่ยังใจดีให้เราเข้าไปดูไปท้องร้องไป ดูว่ามีอาหารอะไรบ้าง



การเข้าใช้ของนักศึกษาที่นี่เค้าจะมีบัตรนักศึกษา ใช้ พ้อย ในบัตรตัดพ้อยทุกครั้งที่มากินอาหารที่นี่ 1ครั้งต่อ 1พ้อยค่ะ โอ๊ยๆบุฟเฟ่อีกแล้ว ที่นี่ก็จะประกอบไปด้วยอาหารหลากหลายชาติ นานาชนิด ทั้งร้อน ปิ้ง ย่าง พิซซ่า ส่วนเย็น ขนม กาแฟ ไอติม เรียกได้ว่า ทานได้3มื้อไม่ซ้ำสบายๆเลยค่ะ หลักๆ20ต่อสัปดาห์ คือ 7วัน3มื้อจริงๆแล้วต้อง21มื้อ แต่ที่นี่เค้าให้วันอาทิตย์แค่ 2 มื้อ ใช้คำว่า Brunch ที่มาจากคำว่า breakfast+ lunch รวมกัน




ห้องสมุด สื่อต่างๆ อินเตอร์เน็ต เหล่านี้ทุกมหาวิทยาลัยเค้าให้ความสำคัญมากๆค่ะ ไม่ต้องห่วง ทันสมัย ครบครัน พอเพียงจ้า ความรู้สึกแรกที่เดินเข้ามา คือ ความเงียบงันค่ะ อ่ะก็แน่นอนอยู่แล้ว ในห้องสมุดเค้าห้ามใช้เสียงนี่คะ เค้าจะแบ่งเป็นโซน หนังสือพิมพ์ หมวดฟังสื่อต่าง และหนังสือทั่วๆไป หนังสืออ้างอิง


รูปปั้นเหมือนตัวแทนซิสเตอร์ บุคคลที่ทำคุณประโยชน์แกมหาวิทยาลัย


อีกทั้งยังมีตึกที่เก่าแก่ที่สุดอายุ 99 ปี ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ได้ทำเป็นอาร์ตแกลอรี่ แสดงผลงานต่างๆด้านศิลปะที่น่าสนใจของนักศึกษาที่นี่ค่ะ


Student Center แค่ตรงนี้ก็มีให้คุณทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านหนังสือ อินเตอร์เน็ต ฟิสเนต อยากให้ทุกมหาวิทยาลัยมีแบบนี้ทุกที่เนาะ มันทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัย


ศูนย์ภาษา ELS ภายใน Ohio Dominican University





ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ภายในเมือง


คุณอุ๊ & คุณนิคม (พิธีกรรายการ Focus Abroad)




ปิดท้ายทริปอันแสนสนุกและน่าประทับใจนี้กับบรรยากาศยามเย็น และห้องพักสุดหรู ที่ทาง ELS เอื้อเฟื้อให้แก่เราเป็นอย่างดีค่ะ น้องต้องติดตามกันครั้งหน้านะคะ ว่าเราจะพาไปที่มหาวิทยาลัยไหนกันอีก รับรอง สนุกและได้สาระความรู้ เพื่อที่คุณจะได้มั่นใจในการไปเรียนต่อต่างประเทศ แบบไม่อายใคร จ้า


Focus Abroad: Ohio Dominican University







แนะนำติชมจ้า

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนภาษาแบบลั๊นลา ลั๊นลา ที่ Torquay อังกฤษ ตอนที่ 2 : วันเปิดเรียน

จันทร์ที่ 4 เมษายน 2554

หลังจากหลับกันสนิท ตื่นขึ้นมากับอุณหภูมิ 10 องศานิดๆ


หน้าตาโรงเรียน ก็ประมาณนี้แหละ



ทุกบ้านจะมาส่ง เดินบ้าง นั่งรถบ้าง แล้วแต่หนุ่มๆ มาสุดท้าย สงสัยนอนดึก เล่นเกมส์แหง เจ้าคิมจมูกแดงเลย


มาครบก็มีเจ้าหน้าที่มากล่าวต้อนรับ บอกขั้นตอน ต่างๆ เด็กต้อง pre test เพื่อวัดระดับภาษา แต่มีแค่ 4 คนที่อายุเกิน 16 ปี แยกเรียนกับนักเรียนต่างชาติคนอื่น ลองถามน้องที่แยกเรียนว่าเป็นไง น้องๆ ก็บอก ก็พูดได้พอๆ กันแหละ ไม่มีใครพูดได้มากกว่าใครหรอก นั่นซิ ไม่งั้นจะมาเรียนทำไม เพื่อนชาติอื่นมีทั้ง คาซัค สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน บราซิล อิตาลี สารพัดเลย และ ทุกห้อง เด็กไทย อายุน้อยสุด คนอื่นอายุมาก มีลูกแล้วก็มี


เจ้าหน้าที่ Kaplan


ห้องอาหาร และ ห้องกลางกิจกรรม


เจ้าหน้าที่อธิบายและกล่าวต้อนรับ


ครึ่งเช้าผ่านไป กลางวันพวกเราเข้าเมือง ไปหาซิมโทรศัพท์ แต่แวะกินกลางวันกันก่อน เพราะที่ โรงเรียนวันนี้ เมนูเป็น สปาเก็ตตี้ เดี๋ยวเด็กเบื่อเร็ว เราเลือก Subway เด็กๆ คุ้น




ที่นี่เขามีการดูแลด้วยกล้องวงจรปิดเต็มไปหมดเลย


Fleet Walk

วันแรกเดินที่ Fleet Walk เป็นร้านค้าแนวยาว เรามาเดินหาซื้อซิมโทรศัพท์กันที่นี่แหละ แบบว่ากว่าจะเสร็จ เขารำคาญไปเลย ไอ้ที่ให้ internet ฟรีแค่ Blackberry ก็ให้ iPhone ด้วย แบบว่าขึ้เกียจอธิบายแล้ว คนไทยถามกันจัง เลยบอกว่า ไอทำให้ไปเลยละกัน อิอิ ป้าอุ๊ มาเอง ใจป้ำ เติมเงินให้คนละ GBP 10 ดูซิว่าจะอยู่ได้กี่วัน ได้เบอร์กันแล้ว ก็ให้โทรหาที่บ้านกันจนครบแหละ จากนั้นก็ปล่อยเดิน เจ้าเด็กผู้ชายลากป้าอุ๊ไปซื้อเกมส์ แต่สุดท้ายคือยังไม่ได้ จากนั้น ป้าเอ ป้าอุ๊ ก็แยกย้ายกันไปส่งเด็ก

ค่ำๆ ป้าเอพาน้องข้าว ไปหาครูบัลเล่ย์ที่ถนน Cary Park เป็นโรงเรียนสอนเต้นรำ ครูชื่อ Marisa สวยมากเลย น้องข้าวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดีใจจะได้เรียนบัลเล่ย์

โปรดติดตามตอนต่อไปจ๊ะ

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนภาษาแบบลั๊นลา ลั๊นลา ที่ Torquay อังกฤษ

หวัดดีพี่น้องและผองเพื่อน สำหรับโครงการ Summer Uk in Torquay ที่ทาง Pro InterEd ร่วมกับ Nation Channel พาน้องๆ ไปเที่ยว เอ๊ย เรียนภาษากันที่อังกฤษ เมือง Torquay ก็จะค่อยๆ เล่าสู่กันฟังหลายตอนหน่อย หลังจากทุลักทุเลกับการเซ็ทระบบต่างๆ

ตอนที่ 1 "Ready to Fly"
เริ่มจากวันแรกที่สนามบิน ก็เพิ่งเข้าใจคำว่าจับปูใส่กระด้ง ทุลักทุเลพอสมควร คนก็แน่นมาก เนื่องจาก เด็กไป 1 คน มีคนมาส่งเฉลี่ยประมาณ 3 แล้วเที่ยวบินไปอังกฤษวันนั้น ก็เด็กทั้งลำ โปรอินเตอร์เอ็ดส่งเจ้าหน้าที่ประกบ 3 คนรวมเจ้าของออฟฟิศ (คุณอุ๊) เครื่องออก 1.30 น. แล้วแอร์ก็แจกข้าวเย็น (ตอนตีสองกว่าเนี่ยนะ)ชิมพอไม่ให้เสียใจ ปิดไฟแล้วหลับเป็นตายไปเลย

ก่อนจะลง แอร์แจ้งว่าอุณหภูมิ 6 องศาC ตอนเข้า ตม.ลุ้นมาก(ไม่รู้จะลุ้นทำไม)ปรากฎว่าวันนั้นเจ้าหน้าที่สนามบินบอกว่ามี student 4 กรุ๊ป ก็อำนวยความสะดวกให้ คุณอุ๊พูดคนเดียวแล้วผ่านโลด ลัดคิวให้ด้วย(มากับเด็กก็ดีอย่างเนี้ย)แบบว่าเสียแรงลุ้นไปเลย ออกมาข้างนอกเด็กบอกเย็นแต่ชิวชิว ป้าม่อนแยกไป Coventry มีคนมารับ

พวกเราแวะกลางทางที่จุดแวะพัก คนขับกล้ามใหญ่บอกว่าต้องพัก เพราะเป็นกฎหมาย ไม่ให้ขับต่อเนื่อง ต้องพัก 45 นาที เราก็แวะกิน เด็กผู้ชายกินเหมือนสูบเลย ตบท้ายด้วย คริสปี้ครีม ที่วางขายแบบไม่มีใครสนใจ บอกเจ้าคิมว่าเลี้ยงข้าว น้ำซื้อเอง เจ้าคิมเลยบอกว่า งั้นผมกินน้ำก๊อกก็ได้

เดินทางต่อมุ่งสู่ Stonehenge มรดกโลกที่เป็นที่กังขาจนถึงปัจจุบัน ว่า ใครทำ ทำทำไม ไปไง มาไง แล้วก็ดันอยู่กลางทุ่งนาเลี้ยงแกะ แม่เจ้า ลมกลางทุ่งเลี้ยงแกะ พวกเราออกจากสนามบินค่อนข้างช้า เลยไม่แวะเข้าไป เพราะแผนต้องถึง 2.30pm แต่กลายเป็น 4.00pm ไปแล้ว ถ้าดูอีก 1 ชม. เดี๋ยวถึงดึกไป



น้องเท็น น้องเล็กสุด แต่เข้ากับพี่ๆ เหมือนเป็นรุ่นเดียวกันเลย


สาวๆ โต้ลมหนาว เก็บภาพกันสนุกสนาน


ถ่ายหินก็ไม่ได้ เด็กๆ เลยหันไปถ่ายเจ้าแกะทั้งหลายที่อยู่รอบๆ กันแทน


เดินกลับมาที่จอดรถ เจอก้อนนี้ เด็กๆ บอกว่าก้อนนี้เขาคงลืมเอาไปไว้ด้วยกัน เราก็หยวนๆ ถือว่าเหมือนกันละกัน ยืนนานก็ไม่ไหว หนาวมาก ต้อนเด็กขึ้นรถ เจอฝนนิสนึง

พวกเราถึง Torquay 16.00 มี Host Family มารับแต่ละบ้าน
ช่วงเย็น ป้าเอ คุณอุ๊ ก็วิ่งจนครบทุกบ้าน แต่ละคนก็ดู happy ดี
เด็กผู้หญิง 4 คนได้ห้องใต้หลังคา เขาก็ชอบกันมาก



วันแรก จบลงด้วยดี วันพรุ่งนี้ เจ้าของบ้านแต่ละบ้านจะมาส่งเอง
รูปน้อยไปหน่อย ก็จะทำไงได้ แค่หันซ้ายหันขวา ก็งงแล้ว ไม่มีเวลาหยิบหล้อง (ที่แสนจะหนักหน่วง)เลย

ปล. ไม่เห็นมีใคร jet lag เลย เวลากินก็กิน นอนก็นอน ไม่เห็นเด็กบอกงง (หรือไปแอบงงแล้วไม่บอก)